2006/Jul/17

เข้าบ้านไปเลย พี่น่ะ อย่างอแง

เหมือนคำอาญาสิทธิ์ ที่ทำให้ผม หันหัวเรือ เข้าบ้าน
ในช่วงเข้าพรรษา และวันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา
ซึ่งแต่เดิม คือ ตั้งใจขึ้นจากใต้ไปกรุงเทพ ฯ เพื่อเคลียร์งานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้กะจะเข้าไปเยี่ยมบ้าน

เพราะแค่งานที่มีให้จัดการ ก็คงไม่มีเวลาไปไหนแล้ว
และรู้ดีว่า หากเข้าบ้าน ถึงแม้จะหอบโน้ตบุ๊กไป ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานแน่นอน เพราะลูกหลานเยอะ
-----------------------------------------------------------------------------------


ผมเดินทาง จากสุราษฏร์ธานี ขึ้นกรุงเทพ ฯ ด้วยรถไฟขบวนประจำ ในคืนวันที่ 8 ก.ค.

หลังจากกลับมาจาก เมืองนคร (นครศรีธรรมราช) ในช่วงบ่าย แก่ ๆ ด้วยรถตู้ระหว่างจังหวัด
เพื่อ มาเคลียร์งาน ที่ออฟฟิศกลางแถวย่านรัชดา และงานส่วนตัว
ด้วยธุระปะปัง ที่ต้องไปนู่นมานี่ ทั้งวัน ทำให้เหนื่อยแสนเหนื่อย และหลับเป็นตายบนรถไฟตู้นอนจากบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เข้ากรุงเทพ ฯ


บนรถตู้ขากลับจาก นคร มาบ้านดอน ภาพหนึ่งที่สะดุดสายตาผมคือหนุ่ย (เด็กหนุ่ม) คนหนึ่ง
เดินทางเพียงลำพังเพื่อมาบ้านดอนเช่นกัน ทั้งที่อายุไม่น่าจะเกิน 12 ขวบ

วิถีความกล้าเช่นนี้ ทำให้นึกย้อนถึงตัวเองตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมเดินทางเข้าออกกรุงเทพ ฯ
เพื่อไปหาญาติและบ้านพี่สาวเป็นว่าเล่น ซึ่งไม่ได้เก่งกาจหรืออวดศักดาอะไรเลย
งแต่นึกถึงชีวิตที่มากด้วยประสบการณ์และเรื่อง ราวในวัยเยาว์ เท่านั้นเอง...

รถไฟขบวน 84 มาถึงชานชลาบางซื่อในเวลาเกือบแปดโมงตรงของวันที่ 9
ด้วยสัมภาระจำนวน 2 กระเป๋า และ 1 โน้ตบุ๊ค ทำให้ไม่อยากเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินสักเท่าไหร่
ทั้งที่เป็นวันอาทิตย์และคนไม่ค่อยมาก แต่คงเป็นข้ออ้างเสียมากกว่า

เพราะหลายครั้งที่ผมเข้ากรุงเทพ ฯ ทั้งที่ไม่มีสัมภาระมากมาย ผมก็ใช้บริการแท็กซี่ใจดีแถวนั้น

คงเพราะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่กับการก้าวเท้าลงจากรถไฟสายใต้ยามเช้าตรู่ แบบไม่อาบน้ำ
แล้วต่อด้วยรถไฟใต้ดินแสนหรูหรา และเบียดเสียดกับชาวเมืองที่แย่งกันไปทำงานในเวลาเช้า



เมื่อลงจากรถไฟ บรรดาแท็กซี่แร้งทึ้ง ก็จะตรงปรี่มาหาเพื่อชักชวนให้ใช้บริการ
แต่ผมทำเมินเฉย แล้วเดินออกจากชานชลา เพื่อมาหารถข้างนอก
นี่เป็นนิสัยเสียประการหนึ่ง ที่ผมต้องเห็นรถก่อน แล้วถึงจะเลือกขึ้น


ผมสะดุดตา กับ แท็กซี่ธรรมดาคันหนึ่ง จึงตัดสินใจใช้บริการคันที่ว่า
สิ่งที่สะดุดตา ไม่ใช่รูปทรง รึสีสัน ของรถแต่ประการใด
หากแต่เป็นที่คนขับหญิงวัยกลางคน ที่ไม่น่าจะมีอายุเกิน 45 ปี
ระหว่างทางจาก บางซื่อมาโชคชัยสี่ ผมคุย กับเธอมาตลอดทาง



ถ้าแท็กซี่ พี่เพิ่งขับได้ 5 เดือนน่ะ แต่ถ้าสิบล้อ ขับมาแล้ว 3-4 ปี

แล้วทำไมออกมาขับแท็กซี่ล่ะครับ

เหยียบคนตายน่ะ... 555 ล้อเล่นนะ พี่อยากเปลี่ยนงานน่ะ

ผู้โดยสารบางคน ไม่ให้โอกาส พอเห็นเป็นผู้หญิงก็ไม่ค่อยไปด้วย พอบอกว่า เพิ่งมาขับไม่นาน ก็บ่นว่าแล้วจะรู้ทางไหม แล้วทำไมน้องถึงมาเรียกคันพี่ล่ะ

เพราะคนอื่นไม่เรียกฮะ ผมตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ...

พี่เข้าทางลัดเป็นไหม ไปโชคชัยสี่จากรัชดา

ไม่รู้เลยน่ะ พี่เคยไปแต่สายหลักเลี้ยวเข้าลาดพร้าว ก็ตรงไปเรื่อย ๆ

งั้นพี่ขับไปนะ ผมจะนำทางเอง พี่เลี้ยวเข้า ตรงรัชดา 32 นะ ตรงนั้นเขาเรียกว่าซอยอาภาภรณ์ ถ้า 36 ก็ซอยเสือใหญ่

การสนทนา ระหว่างผมกับคนขับสาวใจดี มีกันไปเรื่อย ทั้งเรื่องทั่วไป และทางลัดต่าง ๆในกรุงเทพ ฯ
จนกระทั่งถึงที่พักในโชคชัยสี่ เราจึงแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง เธอคงหาลูกค้าต่อ ส่วนผม ขึ้นห้องไปนอนให้หายล้า...

ผมนอนอย่างอ่อนเพลีย ตื่นมาอีกทีก็บ่ายกว่า เมื่อคุยงานและตกลงเวลาเรียบร้อย
จึงโดนบ่นแกมบังคับว่าให้เข้าบ้าน ไปหาแม่และพี่น้องบ้าง

เข้าบ้านไปเลย พี่น่ะ อย่างอแง...

เมื่อการจัดการเวลาและบุคคลไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยตัดสินใจเข้าบ้านตอน สี่ทุ่มกว่า ๆ


อ่าว ไอ้... มาแน่ะ เด็กๆ ไปช่วยขนของจากน้าหน่อยเร็วว เสียงพี่สาวทักมาแต่ไกล เมื่อผมลงจากรถแท็กซี่

ยังไม่นอนกันอีกรึ ทำอะไรกันเยอะแยะน่ะ ผมทัก ทุกคน เพราะสังเกตเห็นควันโขมงจากเตาถ่าน และซึ้งที่กำลังนึ่งอะไรสักอย่าง และข้าวของเรียงรายเต็มไปหมด

ทำขนมไปวัดน่ะ ทำไปทำบุญ กับทำขาย พี่สาวสะใภ้ชาวใต้ บอกกับผม


พี่คนนี้ น่านับถือในความใจเด็ด เดือนที่แล้วแกหอบลูกสองคน ขึ้นรถไฟชั้นสามมาจากตรังกลางดึก เพราะจับได้ว่าสามีไปมีเมียน้อย โดยไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา

อีก 1 สัปดาห์ให้หลัง แกถึงจะกลับไปขนของจำเป็น และขายของที่เอามาไม่ได้พวกเตาอบขนมปัง และรถทิ้ง

ตอนนี้จากเดิมที่บ้านจะมีแค่ แม่ ที่อยู่บ้านเพียงคนเดียว
ก็กลายเป็น กลับมาคึกคัก ด้วยลูกและหลาน เพราะพี่ชายกับพี่สะใภ้อีกคนหนึ่ง ก็มาขออาศัยในพื้นที่ห้องของผมอยู่จนกว่าจะมีที่ทางไป (คงหลายปี)

แมวมาหาหมามาสู่ พี่สาวอีกคนแซวให้ผมฟังทางโทรศัพท์ ในช่วงที่มีข่าวใหม่ ๆ เอิ๊กๆๆ

คืนนี้คึกคักเป็นพิเศษ เพราะถ้านับหัวแล้วจะ เต็มไปด้วยลูกหลานมากมายจริง ๆ

พี่สาวจากนนทบุรี หิ้วลูก มา 2 คนมาค้าง (ครอบครัวนี้ 3)

พี่ชายกะพี่สะใภ้ ที่มาอาศัยห้องผมอยู่ กับลูกสาวที่มีวันหยุดยาวจึงกลับมาจากหอพักในมหาลัยมาค้างด้วย (ครอบครัวนี้ 3)


พี่สาวจากใต้ กลับลูกชายลูกสาว อีก 2 (ครอบครัวนี้ 3)

พี่สาวคนเล็ก กับลูกชาย 2 ลูกสาว 1 (ครอบครัวนี้อีก 4)

ผม และแม่ รวมแล้วที่บ้านก็มีชีวิตมานอนหลับข้ามคืน ทั้งหมด 16 คน

นี่ยังไม่นับ บ้านพี่ชายคนโตซึ่งปลูกอยู่ใกล้กัน ที่มีแก 1 พี่สะใภ้ 1 ลูกชาย 3 เมียลูกชาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานผม 1 และเหลน อีก 1 ครอบครัวนี้ อีก 7
ที่มาเจ๊าะแจ๊ะนั่งสนทนาที่บ้าน แต่ไม่ได้นอนด้วยเพราะเขานอนที่บ้านเขาเอง...

ลูกชายคนโตของพี่ชายคนโต มีอายุเท่ากับผม และมันแต่งงานมีลูกแล้ว นั่นเท่ากับว่าผมเป็นปู่คน ผมมีเหลนแล้วนะ:)

พี่สาวที่มาจากตรัง แกทำขนมขายตอนอยู่ที่นั่น กลับมาแกก็อยากทำในสิ่งที่แกชอบเหมือนเดิม ทั้งที่อดีตแกนั้น เคยอยู่ในรั้วจามจุรีมาก่อน

แต่ด้วยมุมมองและความสุขที่ต้องการ ก็เบี่ยงชีวิตตัวเองมาทำในสิ่งที่ชอบ โดยไม่สนใจสังคม


พี่สาวผมหลายคน ผมนับถือน้ำใจและความหาญในตัวที่มี ทุกคนมีประสบการณ์และอดีตที่แสดงถึงความเป็นนักสู้อยู่เต็มตัว ขอเอาไว้โอกาสหน้าละกันนะครับ

ขนมที่แกทำในคืนนี้จึงหลากหลาย ประกอบด้วย ขนมใส่ไส้ ขนมฟักทอง ขนมกล้วย ข้าวต้มมัด สังขยาฟักทอง
ฟักทองต้มเกลือคลุกมะพร้าวขูด และน้ำตาลทรายโรย อันหลังสุดนี่ ผมทำเอง เพราะอยากกิน เอิ๊กๆๆ



บ้านคลอง เป็นบ้านเกิดบ้านอาศัยของผมมาตั้งแต่เด็ก แม่ผมเป็นคนที่นี่ พ่อผมก็เป็นคนที่นี่
เมื่อผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว จึงเดินกินลมเล่นที่ริมคลอง เพื่อสัมผัสอดีตที่ไม่ได้รับมานาน ลมล่องตามแนวคลองยังคงพัดต้อนรับผมเสมอทุกครั้งที่กลับมาเยือน...



บ้านนอกนั้น เวลาจันทร์เต็มดวง จะส่องสว่างและสวยงามจนเกินบรรยาย
สายลมเย็น และดาวที่ส่องสว่างอยู่นี้ ได้เติมไฟชีวิตให้ผมเกินประเมินประมาณ
ผมคงต้องขอบคุณ คนที่คอยบ่นไม่ให้ผมงอแง และกลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง ในยามที่ผมกลับมากรุงเทพ ฯ เช่นนี้...

---------------------------------------------------------------------------------------------


เช้าตรู่ ผมถูกหลานตัวดี ปลุกให้ตื่น ว่าต้องไปวัดกันแล้ว
ผมงัวเงียเข้าห้องน้ำอาบน้ำ แล้วแต่งตัว แต่ก็ไม่ทันพี่สาว แกเอาขนมไปขายหน้าวัดก่อนแล้ว
ผมจึงขี่มอเตอร์ไซด์ตามไปกับพี่สาว อีกคน ด้วยอารมณ์ดี เพราะอากาศยามเช้าเย็นสบาย


วัดไม่ได้ให้ภาพของการทำบุญแต่เพียงอย่างเดียว
หลังวัดนี้ไม่เกินร้อยเมตร เป็นโรงเรียนสมัยม.ต้นที่ผมมีความผูกพันมากว่า 3 ปี
งานบุญใหญ่เกือบทุกงาน โรงเรียนจะส่งนักเรียนมาช่วยทำงาน เสมอ
ในยามเย็นกลับบ้าน ก็ต้องเดินผ่านวัดเพื่อมาขึ้นรถเมล์
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ค่อนข้างอัตโนมัติ ยามที่ผมมาวัดแล้วภาพอดีตสมัยวัยเรียนและผองเพื่อนจะปรากฏตามมาเสมอ..


มาทำบุญครั้งนี้ ผมยิ้มได้หลายอย่าง อย่างแรก ผมเห็นหนุ่มสาวเข้าวัดมากขึ้น
มีทั้งแบบมาเดี่ยว มาคู่ และมากับครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง...


ภาพถ่ายจากจุดกลางสะพานวัด


รู้สึกเศร้า พอแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเจอเครื่องบิน T_T


สองหลานชายแต่คนละพ่อแม่ มาช่วยขายขนมและตะโกนร้องโหวกเหวก ไม่น่าเชื่อว่าขนมไทยของพี่สาว ไม่ถึงชั่วโมงก็ขายหมดเกลี้ยง :)


หลานนำหน้า ยายตามมา หลานรั้งท้าย... นี่เป็นหลานและแม่ของผมเอง


ยามอยู่ในวัด ผมสัมผัสได้ถึงศรัทธาในทุกอณูอาณาเขต


เมื่อ ตักบาตร ขึ้นศาลาจุดเทียน ถวายดอกไม้ ผมไม่ได้นั่งอยู่ฟังเทศก์ แต่ลงมาหล่อเทียนพรรษา


บริเวณรอบวัด ผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนทราบอยู่แล้วว่าคือเขตอภัยทาน
วัดที่ผมมาทำบุญ อยู่ติดคลองซึ่งเป็นสายเดียวกันกับหน้าบ้าน จึงมีปลานานาพันธุ์มาอาศัย


วัด เป็นทั้งสถานที่รวมไว้ซึ่งความสงบ ความรัก และศรัทธา
ทำไมวัด ถึงรวมไว้ซึ่งความรัก คิดเอาเองละกันนะฮะ :)


อันนี้ เป็นสองหนุ่ย ที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากใต้ ตามแม่ของเขามา ได้ไม่ถึง 2 เดือน

ทำให้สำเนียงและการพูดจา ยังคอทองแดง และใช้คำใต้อยู่มากด้วยความซุกซน จึงทำให้หลานผิวน้ำผึ้งหน้าตาคมคายคนนี้ เชียร์บอลด้วยการแต้มเลือดบนใบหน้า...

-----------------------------------------------------------------------------------------


ชีวิตของคนทุกคนนั้น มีทางเดิน ตามแต่จะกำหนด

ในวัยเด็ก เราทุกคนมีชีวิตที่ถูกกำหนดจากพ่อ - แม่และครอบครัว

จนกว่า คนที่บ้าน จะยินดีและไว้ใจปล่อยให้เราเลือกเดินชีวิตด้วยตนเอง


แต่สำหรับผมไม่ใช่...

หากเป็นศัพท์ในสมัยนี้ ก็คงต้องเรียกว่า ผมมีอารยะขัดขืนมาตั้งแต่เด็ก


แต่ส่วนสำคัญ ก็คงเป็นครอบครัวที่ให้อิสระผมตั้งแต่จบ ป.6

ไม่เคยมีการบังคับ ทิศทางชีวิตในอนาคต ไม่เคยมีการร้องขอ

มีก็เพียงไถ่ถามว่าอยากเป็นอะไร ชอบที่จะทำอะไร

ชีวิตของผมจึงถูกกำหนดด้วยตัวของผมเอง ตั้งแต่เยาว์วัย


ชีวิตผมมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเศร้า และเก็บกดในใจ
แต่ถ้าให้นับตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ ผมเสียใจกับทางเดินที่ผมเลือกเองหรือไม่

ตอบได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่เลย...


ผมเคยเขียนบทความบทหนึ่ง โดยมีใจความเกี่ยวกับบ้านและครอบครัวที่ผมรัก
ณ วันนี้ ผมยังคงรู้สึกเช่นเดิมตามบทความที่เขียนนั้น ว่าสักวัน
ผมจะกลับไปตายรัง...

เนยบิน

1.09 เข้าวันที่ 18 ก.ค. 49

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ดีแระ เข้าวัดเข้าวาซะบ้าง จะได้สดชื่น...
แต่เอ็งเข้าวัดที แผ่นดินไหวเลยฟ่ะ
#1  by  ummnoi (58.9.188.126) At 2006-07-18 01:06, 
คิดถึงลุงนะครับ คิดถึงสุราษฎร์ธานี มากๆ
#2  by  น้องชายเพียว (124.120.170.225) At 2006-07-18 04:02, 
มอร์นิ่ง......
อยากกินข้าวต้มมัด
...
..
เราก็มีอิสระหลังจบม.ปลาย..
..
..
คิดเอง
เลือกเอง
ไม่เสียใจ..เหมือนกัน
ที่เลือกและเดินเอง
..
..
สักวันก็กลับไปตายรังน่ะแหละ
..
..
#3  by   At 2006-07-18 08:27, 
สนุกดี อ่านแล้วอยากกลับบ้าน ไม่ได้กลับนานแล้ว แล้วก็อยากกินข้าวต้มผัดด้วย น่ากินมากกกกกกกก ขอบอก
#4  by  fon (210.246.181.254 /192.168.1.178) At 2006-07-18 10:05, 
ว้ายๆๆๆๆบ้านน๊อก...บ้านนอก
แต่บ้านชั้นก้ออยู่ไม่ไกลกะนายสักเท่าไหร่....เอิ๊กๆๆๆๆ

อยากกินขนมบ้างจังฮับ
#5  by  Frangipany (203.151.141.193 /203.150.96.49) At 2006-07-18 10:13, 
จะมีสักกี่คนที่สามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้
ตั้มคงไม่ใช่แบบนั้น
คนบนฟ้าเค้าขีดมาให้ตั้มเป็นแบบนี้
ตั้มคงต้องเดินตามที่เค้าบอก
#6  by  ตั้ม (124.120.50.94) At 2006-07-18 11:25, 
อบอุ่นดีครับ
#7  by  Antonov225 (161.200.137.37) At 2006-07-18 11:37, 
อยากกินข้าวต้มมัด เหมือนกันอ่ะ ...

นกบางตัวบินออกจากรังแล้ว
ไม่มีรังให้กลับ
..
..
มีแต่ ไปตายเอาดาบหน้า

#8  by  ozone (125.25.0.2) At 2006-07-18 12:38, 
ชีวิตที่น่าอิจฉา
#9  by  เกา (203.121.150.135 /203.121.178.3) At 2006-07-18 13:25, 
ว๊ายข้าวต้มมัด
#10  by  Momoe (58.8.123.206) At 2006-07-18 14:31, 
ชอบบรรยากาศแบบนี้จัง
#11  by  ผม มา จาก ดาว เหงา At 2006-07-18 18:44, 

โตขึ้น อยากเป็น เจนิเฟอร์ โลเปซ

เพราะ ก้น ใหญ่ดีจ้า



อยากกินหนม ฝีมือ บ้านใหญ่จัง คงอร่อยและมีกลิ่นความอบอุ่นด้วยเนอะ
#12  by  โช่โช้ (58.10.74.37 /192.168.0.127) At 2006-07-18 20:55, 
ผมชอบกินขนมกล้วยอ่ะ พูดแล้วอยากเลย
ส่วนเรื่องทำบุญวันเข้าพรรษา ไม่ชอบตรงที่ต้องต่อแถวตักบาตรนี่แหละ คนเยอะร้อน
#13  by  ตัวเล็ก (203.113.67.69) At 2006-07-19 19:33, 
อยากกินขนมในซึ้งอ่ะ
#14  by  saru (124.121.33.217) At 2006-07-19 20:37, 
รูปที่ถ่ายกลางสะพานอ่ะลุง
ได้ยินเสียงหมาเห่าหรือป่าว
เพราะนู๋กำลังเห่าเครื่องบิน
#15  by  หลานลุง (203.188.30.148) At 2006-11-20 09:03, 
อยากกลับบ้านบ้างจัง
#16  by  JJ (203.155.120.49 /unknown) At 2007-05-16 23:49, 
ดีๆๆ รักวัดจัง
#17  by  เพื่อนกัน (58.64.103.10) At 2007-08-21 09:42, 

<< Home