เข้าบ้านไปเลย พี่น่ะ อย่างอแง
เหมือนคำอาญาสิทธิ์ ที่ทำให้ผม หันหัวเรือ เข้าบ้าน
ในช่วงเข้าพรรษา และวันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา
ซึ่งแต่เดิม คือ ตั้งใจขึ้นจากใต้ไปกรุงเทพ ฯ เพื่อเคลียร์งานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้กะจะเข้าไปเยี่ยมบ้าน
เพราะแค่งานที่มีให้จัดการ ก็คงไม่มีเวลาไปไหนแล้ว
และรู้ดีว่า หากเข้าบ้าน ถึงแม้จะหอบโน้ตบุ๊กไป ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานแน่นอน เพราะลูกหลานเยอะ
-----------------------------------------------------------------------------------
ผมเดินทาง จากสุราษฏร์ธานี ขึ้นกรุงเทพ ฯ ด้วยรถไฟขบวนประจำ ในคืนวันที่ 8 ก.ค.
หลังจากกลับมาจาก เมืองนคร (นครศรีธรรมราช) ในช่วงบ่าย แก่ ๆ ด้วยรถตู้ระหว่างจังหวัด
เพื่อ มาเคลียร์งาน ที่ออฟฟิศกลางแถวย่านรัชดา และงานส่วนตัว
ด้วยธุระปะปัง ที่ต้องไปนู่นมานี่ ทั้งวัน ทำให้เหนื่อยแสนเหนื่อย และหลับเป็นตายบนรถไฟตู้นอนจากบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เข้ากรุงเทพ ฯ

บนรถตู้ขากลับจาก นคร มาบ้านดอน ภาพหนึ่งที่สะดุดสายตาผมคือหนุ่ย (เด็กหนุ่ม) คนหนึ่ง
เดินทางเพียงลำพังเพื่อมาบ้านดอนเช่นกัน ทั้งที่อายุไม่น่าจะเกิน 12 ขวบ
วิถีความกล้าเช่นนี้ ทำให้นึกย้อนถึงตัวเองตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมเดินทางเข้าออกกรุงเทพ ฯ
เพื่อไปหาญาติและบ้านพี่สาวเป็นว่าเล่น ซึ่งไม่ได้เก่งกาจหรืออวดศักดาอะไรเลย
งแต่นึกถึงชีวิตที่มากด้วยประสบการณ์และเรื่อง ราวในวัยเยาว์ เท่านั้นเอง...
รถไฟขบวน 84 มาถึงชานชลาบางซื่อในเวลาเกือบแปดโมงตรงของวันที่ 9
ด้วยสัมภาระจำนวน 2 กระเป๋า และ 1 โน้ตบุ๊ค ทำให้ไม่อยากเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินสักเท่าไหร่
ทั้งที่เป็นวันอาทิตย์และคนไม่ค่อยมาก แต่คงเป็นข้ออ้างเสียมากกว่า
เพราะหลายครั้งที่ผมเข้ากรุงเทพ ฯ ทั้งที่ไม่มีสัมภาระมากมาย ผมก็ใช้บริการแท็กซี่ใจดีแถวนั้น
คงเพราะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่กับการก้าวเท้าลงจากรถไฟสายใต้ยามเช้าตรู่ แบบไม่อาบน้ำ
แล้วต่อด้วยรถไฟใต้ดินแสนหรูหรา และเบียดเสียดกับชาวเมืองที่แย่งกันไปทำงานในเวลาเช้า
เมื่อลงจากรถไฟ บรรดาแท็กซี่แร้งทึ้ง ก็จะตรงปรี่มาหาเพื่อชักชวนให้ใช้บริการ
แต่ผมทำเมินเฉย แล้วเดินออกจากชานชลา เพื่อมาหารถข้างนอก
นี่เป็นนิสัยเสียประการหนึ่ง ที่ผมต้องเห็นรถก่อน แล้วถึงจะเลือกขึ้น
ผมสะดุดตา กับ แท็กซี่ธรรมดาคันหนึ่ง จึงตัดสินใจใช้บริการคันที่ว่า
สิ่งที่สะดุดตา ไม่ใช่รูปทรง รึสีสัน ของรถแต่ประการใด
หากแต่เป็นที่คนขับหญิงวัยกลางคน ที่ไม่น่าจะมีอายุเกิน 45 ปี
ระหว่างทางจาก บางซื่อมาโชคชัยสี่ ผมคุย กับเธอมาตลอดทาง
ถ้าแท็กซี่ พี่เพิ่งขับได้ 5 เดือนน่ะ แต่ถ้าสิบล้อ ขับมาแล้ว 3-4 ปี
แล้วทำไมออกมาขับแท็กซี่ล่ะครับ
เหยียบคนตายน่ะ... 555 ล้อเล่นนะ พี่อยากเปลี่ยนงานน่ะ
ผู้โดยสารบางคน ไม่ให้โอกาส พอเห็นเป็นผู้หญิงก็ไม่ค่อยไปด้วย พอบอกว่า เพิ่งมาขับไม่นาน ก็บ่นว่าแล้วจะรู้ทางไหม แล้วทำไมน้องถึงมาเรียกคันพี่ล่ะ
เพราะคนอื่นไม่เรียกฮะ ผมตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ...
พี่เข้าทางลัดเป็นไหม ไปโชคชัยสี่จากรัชดา
ไม่รู้เลยน่ะ พี่เคยไปแต่สายหลักเลี้ยวเข้าลาดพร้าว ก็ตรงไปเรื่อย ๆ
งั้นพี่ขับไปนะ ผมจะนำทางเอง พี่เลี้ยวเข้า ตรงรัชดา 32 นะ ตรงนั้นเขาเรียกว่าซอยอาภาภรณ์ ถ้า 36 ก็ซอยเสือใหญ่
การสนทนา ระหว่างผมกับคนขับสาวใจดี มีกันไปเรื่อย ทั้งเรื่องทั่วไป และทางลัดต่าง ๆในกรุงเทพ ฯ
จนกระทั่งถึงที่พักในโชคชัยสี่ เราจึงแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง เธอคงหาลูกค้าต่อ ส่วนผม ขึ้นห้องไปนอนให้หายล้า...
ผมนอนอย่างอ่อนเพลีย ตื่นมาอีกทีก็บ่ายกว่า เมื่อคุยงานและตกลงเวลาเรียบร้อย
จึงโดนบ่นแกมบังคับว่าให้เข้าบ้าน ไปหาแม่และพี่น้องบ้าง
เข้าบ้านไปเลย พี่น่ะ อย่างอแง...
เมื่อการจัดการเวลาและบุคคลไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยตัดสินใจเข้าบ้านตอน สี่ทุ่มกว่า ๆ
อ่าว ไอ้... มาแน่ะ เด็กๆ ไปช่วยขนของจากน้าหน่อยเร็วว เสียงพี่สาวทักมาแต่ไกล เมื่อผมลงจากรถแท็กซี่
ยังไม่นอนกันอีกรึ ทำอะไรกันเยอะแยะน่ะ ผมทัก ทุกคน เพราะสังเกตเห็นควันโขมงจากเตาถ่าน และซึ้งที่กำลังนึ่งอะไรสักอย่าง และข้าวของเรียงรายเต็มไปหมด
ทำขนมไปวัดน่ะ ทำไปทำบุญ กับทำขาย พี่สาวสะใภ้ชาวใต้ บอกกับผม
พี่คนนี้ น่านับถือในความใจเด็ด เดือนที่แล้วแกหอบลูกสองคน ขึ้นรถไฟชั้นสามมาจากตรังกลางดึก เพราะจับได้ว่าสามีไปมีเมียน้อย โดยไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา
อีก 1 สัปดาห์ให้หลัง แกถึงจะกลับไปขนของจำเป็น และขายของที่เอามาไม่ได้พวกเตาอบขนมปัง และรถทิ้ง
ตอนนี้จากเดิมที่บ้านจะมีแค่ แม่ ที่อยู่บ้านเพียงคนเดียว
ก็กลายเป็น กลับมาคึกคัก ด้วยลูกและหลาน เพราะพี่ชายกับพี่สะใภ้อีกคนหนึ่ง ก็มาขออาศัยในพื้นที่ห้องของผมอยู่จนกว่าจะมีที่ทางไป (คงหลายปี)
แมวมาหาหมามาสู่ พี่สาวอีกคนแซวให้ผมฟังทางโทรศัพท์ ในช่วงที่มีข่าวใหม่ ๆ เอิ๊กๆๆ
คืนนี้คึกคักเป็นพิเศษ เพราะถ้านับหัวแล้วจะ เต็มไปด้วยลูกหลานมากมายจริง ๆ
พี่สาวจากนนทบุรี หิ้วลูก มา 2 คนมาค้าง (ครอบครัวนี้ 3)
พี่ชายกะพี่สะใภ้ ที่มาอาศัยห้องผมอยู่ กับลูกสาวที่มีวันหยุดยาวจึงกลับมาจากหอพักในมหาลัยมาค้างด้วย (ครอบครัวนี้ 3)
พี่สาวจากใต้ กลับลูกชายลูกสาว อีก 2 (ครอบครัวนี้ 3)
พี่สาวคนเล็ก กับลูกชาย 2 ลูกสาว 1 (ครอบครัวนี้อีก 4)
ผม และแม่ รวมแล้วที่บ้านก็มีชีวิตมานอนหลับข้ามคืน ทั้งหมด 16 คน
นี่ยังไม่นับ บ้านพี่ชายคนโตซึ่งปลูกอยู่ใกล้กัน ที่มีแก 1 พี่สะใภ้ 1 ลูกชาย 3 เมียลูกชาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานผม 1 และเหลน อีก 1 ครอบครัวนี้ อีก 7
ที่มาเจ๊าะแจ๊ะนั่งสนทนาที่บ้าน แต่ไม่ได้นอนด้วยเพราะเขานอนที่บ้านเขาเอง...
ลูกชายคนโตของพี่ชายคนโต มีอายุเท่ากับผม และมันแต่งงานมีลูกแล้ว นั่นเท่ากับว่าผมเป็นปู่คน ผมมีเหลนแล้วนะ:)
พี่สาวที่มาจากตรัง แกทำขนมขายตอนอยู่ที่นั่น กลับมาแกก็อยากทำในสิ่งที่แกชอบเหมือนเดิม ทั้งที่อดีตแกนั้น เคยอยู่ในรั้วจามจุรีมาก่อน
แต่ด้วยมุมมองและความสุขที่ต้องการ ก็เบี่ยงชีวิตตัวเองมาทำในสิ่งที่ชอบ โดยไม่สนใจสังคม
พี่สาวผมหลายคน ผมนับถือน้ำใจและความหาญในตัวที่มี ทุกคนมีประสบการณ์และอดีตที่แสดงถึงความเป็นนักสู้อยู่เต็มตัว ขอเอาไว้โอกาสหน้าละกันนะครับ
ขนมที่แกทำในคืนนี้จึงหลากหลาย ประกอบด้วย ขนมใส่ไส้ ขนมฟักทอง ขนมกล้วย ข้าวต้มมัด สังขยาฟักทอง
ฟักทองต้มเกลือคลุกมะพร้าวขูด และน้ำตาลทรายโรย อันหลังสุดนี่ ผมทำเอง เพราะอยากกิน เอิ๊กๆๆ


บ้านคลอง เป็นบ้านเกิดบ้านอาศัยของผมมาตั้งแต่เด็ก แม่ผมเป็นคนที่นี่ พ่อผมก็เป็นคนที่นี่
เมื่อผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว จึงเดินกินลมเล่นที่ริมคลอง เพื่อสัมผัสอดีตที่ไม่ได้รับมานาน ลมล่องตามแนวคลองยังคงพัดต้อนรับผมเสมอทุกครั้งที่กลับมาเยือน...
บ้านนอกนั้น เวลาจันทร์เต็มดวง จะส่องสว่างและสวยงามจนเกินบรรยาย
สายลมเย็น และดาวที่ส่องสว่างอยู่นี้ ได้เติมไฟชีวิตให้ผมเกินประเมินประมาณ
ผมคงต้องขอบคุณ คนที่คอยบ่นไม่ให้ผมงอแง และกลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง ในยามที่ผมกลับมากรุงเทพ ฯ เช่นนี้...
---------------------------------------------------------------------------------------------
เช้าตรู่ ผมถูกหลานตัวดี ปลุกให้ตื่น ว่าต้องไปวัดกันแล้ว
ผมงัวเงียเข้าห้องน้ำอาบน้ำ แล้วแต่งตัว แต่ก็ไม่ทันพี่สาว แกเอาขนมไปขายหน้าวัดก่อนแล้ว
ผมจึงขี่มอเตอร์ไซด์ตามไปกับพี่สาว อีกคน ด้วยอารมณ์ดี เพราะอากาศยามเช้าเย็นสบาย
วัดไม่ได้ให้ภาพของการทำบุญแต่เพียงอย่างเดียว
หลังวัดนี้ไม่เกินร้อยเมตร เป็นโรงเรียนสมัยม.ต้นที่ผมมีความผูกพันมากว่า 3 ปี
งานบุญใหญ่เกือบทุกงาน โรงเรียนจะส่งนักเรียนมาช่วยทำงาน เสมอ
ในยามเย็นกลับบ้าน ก็ต้องเดินผ่านวัดเพื่อมาขึ้นรถเมล์
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ค่อนข้างอัตโนมัติ ยามที่ผมมาวัดแล้วภาพอดีตสมัยวัยเรียนและผองเพื่อนจะปรากฏตามมาเสมอ..
มาทำบุญครั้งนี้ ผมยิ้มได้หลายอย่าง อย่างแรก ผมเห็นหนุ่มสาวเข้าวัดมากขึ้น
มีทั้งแบบมาเดี่ยว มาคู่ และมากับครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง...
ภาพถ่ายจากจุดกลางสะพานวัด
รู้สึกเศร้า พอแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเจอเครื่องบิน T_T
สองหลานชายแต่คนละพ่อแม่ มาช่วยขายขนมและตะโกนร้องโหวกเหวก ไม่น่าเชื่อว่าขนมไทยของพี่สาว ไม่ถึงชั่วโมงก็ขายหมดเกลี้ยง :)
หลานนำหน้า ยายตามมา หลานรั้งท้าย... นี่เป็นหลานและแม่ของผมเอง
ยามอยู่ในวัด ผมสัมผัสได้ถึงศรัทธาในทุกอณูอาณาเขต
เมื่อ ตักบาตร ขึ้นศาลาจุดเทียน ถวายดอกไม้ ผมไม่ได้นั่งอยู่ฟังเทศก์ แต่ลงมาหล่อเทียนพรรษา
บริเวณรอบวัด ผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนทราบอยู่แล้วว่าคือเขตอภัยทาน
วัดที่ผมมาทำบุญ อยู่ติดคลองซึ่งเป็นสายเดียวกันกับหน้าบ้าน จึงมีปลานานาพันธุ์มาอาศัย
วัด เป็นทั้งสถานที่รวมไว้ซึ่งความสงบ ความรัก และศรัทธา
ทำไมวัด ถึงรวมไว้ซึ่งความรัก คิดเอาเองละกันนะฮะ :)
อันนี้ เป็นสองหนุ่ย ที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากใต้ ตามแม่ของเขามา ได้ไม่ถึง 2 เดือน
ทำให้สำเนียงและการพูดจา ยังคอทองแดง และใช้คำใต้อยู่มากด้วยความซุกซน จึงทำให้หลานผิวน้ำผึ้งหน้าตาคมคายคนนี้ เชียร์บอลด้วยการแต้มเลือดบนใบหน้า...
-----------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิตของคนทุกคนนั้น มีทางเดิน ตามแต่จะกำหนด
ในวัยเด็ก เราทุกคนมีชีวิตที่ถูกกำหนดจากพ่อ - แม่และครอบครัว
จนกว่า คนที่บ้าน จะยินดีและไว้ใจปล่อยให้เราเลือกเดินชีวิตด้วยตนเอง
แต่สำหรับผมไม่ใช่...
หากเป็นศัพท์ในสมัยนี้ ก็คงต้องเรียกว่า ผมมีอารยะขัดขืนมาตั้งแต่เด็ก
แต่ส่วนสำคัญ ก็คงเป็นครอบครัวที่ให้อิสระผมตั้งแต่จบ ป.6
ไม่เคยมีการบังคับ ทิศทางชีวิตในอนาคต ไม่เคยมีการร้องขอ
มีก็เพียงไถ่ถามว่าอยากเป็นอะไร ชอบที่จะทำอะไร
ชีวิตของผมจึงถูกกำหนดด้วยตัวของผมเอง ตั้งแต่เยาว์วัย
ชีวิตผมมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเศร้า และเก็บกดในใจ
แต่ถ้าให้นับตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ ผมเสียใจกับทางเดินที่ผมเลือกเองหรือไม่
ตอบได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่เลย...
ผมเคยเขียนบทความบทหนึ่ง โดยมีใจความเกี่ยวกับบ้านและครอบครัวที่ผมรัก
ณ วันนี้ ผมยังคงรู้สึกเช่นเดิมตามบทความที่เขียนนั้น ว่าสักวัน
ผมจะกลับไปตายรัง...
เนยบิน
1.09 เข้าวันที่ 18 ก.ค. 49